Blog เศรษฐีเงินล้าน มีรายได้ยังไม่ถึงล้านควรอ่าน

บทความนี้เอามาให้อ่านเป็นแนวทางในการทำเงินออนไลน์สำหรับมือใหม่ใจร้อน เป็นอุทธาหรณ์สอนใจทุกคนว่าการทำเงินนั้นต้องใช้เวลาเหมือนปลูกยางพารานั่น แหละ

วันนี้ผมขอยกเนื้อหาบางส่วนจากหนึ่งในหนังสืออีกหลายเล่มของผม “Blog Marketing” ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวถึงการทำเงินของบล็อกชื่อดังในเมืองนอก ว่าที่เขาหาเงินกับบล็อกนั้น หากันได้เท่าไหร่ และหายังไงได้บ้าง เพื่อทำให้เราเข้าใจถึงความสามารถของบล็อกที่แท้จริงในการหาเงิน เริ่มกันเลยครับ – แม้บริษัทใหญ่ๆ มากมาย เช่น Sony, Toyota, Google, Apple, HP, eBay ฯลฯ ก็ไม่อาจจะปฏิเสธประสิทธิภาพในการทำตลาดของบล็อกในสมัยนี้ไปได้ โดยการมีบล็อกเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในทุกระดับ และยังเพิ่มความมีตัวตนในตลาดบน Search Engine ได้อีกด้วย แทนที่จะใช้เว็บไซต์เนื้อหานิ่งๆ (Static Web, Web 1.0) เป็นตัวสื่อสารกับลูกค้าเหมือนแต่ก่อนเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าใครยังเป็นอย่างนั้นอยู่ แน่นอนว่า…ก็ไม่ต่างจากการเอาลูกค้าใส่พานให้คู่แข่งตัวเอง
นอกจากนั้นก็ จะมีบล็อก Blog อีกรูปแบบที่ไม่เกี่ยวกับใคร บล็อกที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ประโยชน์อย่างแท้จริง จากการเขียนบทความให้คนอื่นอ่านในเรื่องเฉพาะเจาะจงอย่าง Internet Marketing ที่คนส่วนใหญ่อ่านก็จะต้องเก่าหัวไปตามๆ กัน บล็อกเหล่านี้แม้จะมีเนื้อหาไม่เหมาะกับคนทั่วไป และเริ่มจากแค่ความสนุก ไม่ได้คิดอะไรจริงจัง แต่จากความขยัน ความสม่ำเสมอ และไม่คิดเหน็ดเหนื่อย สุดท้ายกลายสิ่งทำให้เจ้าของกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านได้
ในต้นปี 2008 นี้ นิตยสารนิวยอร์คสไทม์รายงานว่า มีบล็อกที่เกิดขึ้นมาวันละไม่ต่ำกว่า 50,000 บล็อก และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และต่อไปนี้ก็คือบล็อกทั้งเก้าที่กำลังทำเงินอย่างถล่มทลาย บล็อกมีความสามารถในการหาเงินได้เป็นหมื่นๆ บาท หรือเป็นล้าน! บาทต่อเดือน จากการแค่นั่งเขียนบทความอย่างเดียว มาดูรายได้ที่บล็อกสามารถทำฝันให้เป็นจริงกันเลย:

Blog                              รายได้ต่อปี                       มูลค่า

stevepavlina.com     $480,000         $7,200,000

coolest-gadgets.com   $153,921         $2,308,000

johnchow.com        $140,431         $2,106,000

careerramblings.com   $124,465        $1,866,000

problogger.net       $120,000         $1,800,000

shoemoney.com      $120,000          $1,800,000

tylercruz.com      $93,184          $1,397,000

entrepreneurs-journey.com  $78,594     $1,178,000

connectedinternet.co.uk     $77,020    $1,155,000

พอ เห็นตัวเลขเหล่านี้ครั้งแรกผมเองก็ตกใจเช่นเดียวกับคุณนั่นแหละครับ (อย่าบอกนะว่าไม่ตกใจ) แต่เมื่อพอผมได้ศึกษาแต่ละบล็อกดูอย่างถ้วนถี่แล้ว ก็พบว่าบล็อกเหล่านี้มีสิ่งที่เหมือนๆ กันอยู่สองสามอย่าง ที่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ตัวบล็อกมันทำเงินได้ขนาดนี้ อย่างแรกคือ ทำเงินจากสปอนเซอร์ป้ายโฆษณาต่างๆ เริ่มจากการมีบทความเป็นร้อยเป็นพันบทความก่อน พูดอีกอย่างคือต้องเป็นบล็อกที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้ว มีคนรู้จักมี Traffic วันละเป็นหมื่นคน นั่นแหละถึงจะทำให้ขายโฆษณาแพงๆ ได้

อย่างที่สอง นี้ก็จะเป็นอายุของบล็อกที่ต้องมีอย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป ซึ่งคนเริ่มทำบล็อกส่วนใหญ่ทั่วๆ ไปจะยอมแพ้ม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนเวลาอันควร ท้อแท้ไปก่อนเพราะเห็นว่าไม่มีคนเข้ามาคุยเข้ามาติชมเลย ทำให้ส่วนใหญ่ 3 เดือนก็ปิดกิจการบล็อกกันหมด โดยที่จริงๆแล้วเหล่าเซียนบล็อกทั้งหลายจะพูดเหมือนกันหมดว่า คุณต้องรอ 6 เดือน – 1 ปีทีเดียว บล็อกมันถึงจะเริ่มมีคนเข้ามา แล้วถ้าจะให้เริ่มมีมูลค่าจริงๆก็คงอย่างที่บอกคือ 3-5 ปีขึ้นไปครับ (ควรใช้ .com หรือ .net จะทำให้มีค่ากว่า)

โดยต้องมีการเขียนบทความ อย่างสม่ำเสมอด้วย ไม่ใช่บล็อกโล่งๆเปล่าๆหรือบล็อกที่มีแค่ 10-20 บทความนะครับ ต้องมีเป็นร้อยบทความขึ้นไป ดูอย่างบล็อก DML แห่งนี้ ที่เริ่มแค่ปีเดียว กับบทความไม่ถึงร้อย วันนี้มันมีมูลค่าถึงล้านบาท (บางที่บอกสองล้านกว่าบาท แต่ผมว่าให้มากไป) ถ้าคุณคิดว่าการเริ่มสร้างบล็อกที่มีประโยชน์ กับความสม่ำเสมอในการดูแลบล็อกเพียงไม่กี่ปีนี้เป็นงานที่มากไปสำหรับค่าตอบ แทนเป็นเงินหลายสิบล้านบาท ผมก็ว่าคุณขอมากไปแล้วล่ะ ลองคิดดูว่านั่งทำงานอะไรภายในไม่กี่ปีที่จะทำเงินได้มากมายขนาดนี้ อย่าว่าแต่กี่ปีเลยต่อให้ทั้งชาติ หรือสำหรับคนที่ต้องมีหนี้สิน และไม่เคยเก็บตังค์ก็อาจจะไม่มีวันนั้นเลยก็ได้

ที่มา : http://www.digitalmoneylife.co…0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99.html

ขอบคุณ บทความของคุณ newbie-pro จาก thaiseoboard

 

FacebookTwitterMessengerDiggHotmailGoogle GmailShare
Posted in บทความน่าอ่าน | Leave a comment

ผลสำรวจเรื่อง “นศ. ปี 4 กับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท”

นักศึกษาปี 4 69.4% เชื่อนโยบายเงินเดือน 15,000 กระทบต่อการหางาน

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของนิสิต นักศึกษาชั้นปีสุดท้ายที่เรียนอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาทั้งรัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน 1,185 คน พบว่าส่วนใหญ่เมื่อเรียนจบแล้วอยากทำงานในหน่วยงานเอกชน (ร้อยละ 39.6) รองลงมา คือ ประกอบธุรกิจส่วนตัว (ร้อยละ 25.7) หน่วยงานราชการ (ร้อยละ 18.2) และรัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 16.5) ตามลำดับ

ทั้งนี้ นิสิตนักศึกษาร้อยละ 41.9 ไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ให้ผู้ทำงานวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท ว่าจะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ในขณะที่ ร้อยละ 29.5 เชื่อว่าทำได้ และร้อยละ 28.6 เชื่อว่าทำไม่ได้
อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลจะดำเนินนโยบายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น การให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป (เห็นด้วยร้อยละ 61.7) การใช้คุณภาพของบัณฑิตเป็นตัวชี้วัดว่าใครควรจะได้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท (เห็นด้วยร้อยละ 57.1) และสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปแต่รายได้ยังต่ำกว่า 15,000 บาทใช้วิธีเพิ่มค่าครองชีพ เพื่อให้ได้รับเงินเดือนรวมแล้วเป็น 15,000 บาท ต่อเดือน (เห็นด้วยร้อยละ 56.9)

นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าหากนโยบายข้างต้นมีผลบังคับใช้จริงจะส่งผลกระทบต่อการหางานเมื่อจบการศึกษาถึง ร้อยละ 69.4 (ได้แก่ อาจทำให้หางานยากขึ้น และเกณฑ์ในการรับสมัครน่าจะเข้มขึ้น ฯลฯ) ขณะที่ร้อยละ 30.6 ระบุว่าไม่ส่งผลกระทบ (โดยให้เหตุผลว่า เรียนในสาขาที่มีงานรองรับอยู่แล้ว มีสถานประกอบการเยอะ และตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท ฯลฯ)
สำหรับความกังวลต่อนโยบายดังกล่าวคือกังวลว่าบริษัทเอกชนจะเปิดรับผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าทำงานลดลงร้อยละ 30.0 รองลงมาคือกลัวจะถูกเลิกจ้างเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งเพราะหน่วยงานแบกรับภาระเรื่องค่าจ้างไม่ไหวร้อยละ 18.5 และกลัวจะไม่มีงานทำและว่างงานร้อยละ 17.9

ส่วนเรื่องที่อยากฝากบอกรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากที่สุดคือ ให้เร่งทำทุกนโยบายให้เป็นจริงตามที่ได้หาเสียงไว้ร้อยละ 33.0 รองลงมาคือ ให้ประเทศพัฒนายิ่งขึ้น และนึกถึงประโยชน์ของประชาชนมาก่อนร้อยละ 12.0 และให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ร้อยละ 10.4

ดังรายละเอียดในตารางต่อไปนี้
1. หน่วยงานที่นิสิตนักศึกษาอยากจะทำงานเมื่อเรียนจบแล้ว คือ
- เอกชน ร้อยละ 39.6
- ประกอบธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 25.7
- ราชการ ร้อยละ 18.2
- รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.5

2. ความเชื่อมั่นที่มีต่อนโยบายของรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ให้ผู้ทำงานวุฒิปริญญาตรีมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท คือ
- เชื่อว่าทำได้ ร้อยละ 29.5
- เชื่อว่าทำไม่ได้ ร้อยละ 28.6
- ไม่แน่ใจ ร้อยละ 41.9

3. ความคิดเห็นต่อแนวทางของรัฐบาลที่จะดำเนินนโยบายจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ที่จบปริญญาตรีเดือนละ 15,000 บาท มีดังนี้
แนวทาง เห็นด้วย(ร้อยละ) ไม่เห็นด้วย(ร้อยละ) ไม่แน่ใจ(ร้อยละ)
- ให้เริ่มมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
61.7 9.8 28.5
- ใช้คุณภาพของบัณฑิตเป็นตัวชี้วัดว่าใครควรจะได้เงินค่าจ้าง 15,000 บาท
57.1 16.3 26.6
- สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรีขึ้นไปแต่รายได้ยังต่ำกว่า 15,000 บาท
ใช้วิธีเพิ่มค่าครองชีพ-เพื่อให้ได้รับค่าจ้างรวมแล้วเป็น 15,000 บาท ต่อเดือน
56.9 13.7 29.4

4. ผลกระทบต่อการหางานเมื่อจบการศึกษาหากนโยบายข้างต้นมีผลบังคับใช้จริง คือ
- เชื่อว่าจะส่งผลกระทบ ร้อยละ 69.4
(ได้แก่ หางานยากขึ้น มีการแข่งขันแย่งงานกันมากขึ้น และเกณฑ์ในการรับสมัครอาจจะเข้มขึ้น ฯลฯ)
- เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบ ร้อยละ 30.6
(โดยระบุว่า เรียนในสาขาที่มีงานรองรับอยู่แล้ว มีสถานประกอบการเยอะ มีธุรกิจส่วนตัว และตั้งใจจะเรียนต่อปริญญาโท ฯลฯ)

5. เรื่องที่นิสิตนักศึกษากังวลมากที่สุดหากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายดังกล่าว คือ
- กังวลว่าบริษัทเอกชนจะเปิดรับผู้ที่จบปริญญาตรีเข้าทำงานลดลง ร้อยละ 30.0
- กลัวจะถูกเลิกจ้างเมื่อทำงานไปได้ระยะหนึ่งเพราะหน่วยงาน ร้อยละ 18.5
แบกรับภาระเรื่องค่าจ้างไม่ไหว
- กลัวจะไม่มีงานทำ / ว่างงาน ร้อยละ 17.9
- เกิดการแข่งขันเพื่อเข้าทำงานราชการมากขึ้น ร้อยละ 13.9
- กังวลว่าต้องสมัครงานในวุฒิที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 3.6
- อื่นๆ อาทิ กลัวเรื่องเงินเฟ้อ ของแพงขึ้น เป็นหนี้ เป็นต้น ร้อยละ 3.2
- ไม่กังวล ร้อยละ 12.9

6. เรื่องที่อยากฝากบอกรัฐบาล นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ
(เป็นคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบระบุเอง)
- ให้เร่งทำทุกนโยบายให้เป็นจริงตามที่ได้หาเสียงไว้ ร้อยละ 33.0
- ให้ประเทศพัฒนายิ่งขึ้น และนึกถึงประโยชน์ของประชาชนมาก่อน ร้อยละ 12.0
- ให้ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ร้อยละ 10.4
- ให้ทำงานอย่างสุจริต ไม่โกงกิน ร้อยละ 7.9
- ให้ทำนโยบายค่าตอบแทนปริญญาตรีเดือนละ 15,000 ให้สำเร็จ ร้อยละ 7.5

รายละเอียดในการสำรวจ

วัตถุประสงค์ในการสำรวจ
เพื่อสอบถามความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในชั้นปีสุดท้าย เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่อง การจ่ายค่าตอบแทนผู้ทำงานในวุฒิปริญญาตรี เดือนละ 15,000 บาท ในประเด็นต่างๆ เพื่อสะท้อนมุมมองของนิสิตนักศึกษาให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดประโยชน์กับประเทศต่อไป

ระเบียบวิธีการสำรวจ
การสำรวจใช้การสุ่มตัวอย่างนิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาในชั้นปีสุดท้ายจากสถาบันอุดม ศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 25 สถาบัน ด้วยการสุ่มสถาบันอุดมศึกษาของรัฐจำนวน 14 แห่ง และเอกชนจำนวน 11 แห่ง จากนั้นจึงสุ่มประชากรเป้าหมายที่จะสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,185 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 51.4 และเพศหญิง ร้อยละ 48.6

ความคลาดเคลื่อน (Margin of Error)
ในการประมาณการขนาดตัวอย่างมีขอบเขตของความคลาดเคลื่อน ? 3% ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

วิธีการรวบรวมข้อมูล
ใช้การสัมภาษณ์แบบพบตัว (Face-to-face Interview) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ที่มีโครงสร้างแน่นอน ประกอบด้วยข้อคำถามแบบเลือกตอบ (Check List Nominal) และคำถามปลายเปิด (Open Form) จากนั้นคณะนักวิจัยได้นำแบบสอบถามทุกชุดมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ก่อนบันทึกข้อมูลและประมวลผล

ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล : 25 – 30 สิงหาคม 2554

วันที่เผยแพร่ผลสำรวจ : 6 กันยายน 2554

ข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง

จำนวน ร้อยละ
เพศ
ชาย 609 51.4
หญิง 576 48.6
รวม 1,185 100.0

ประเภทของสถานศึกษา
รัฐบาล 680 57.4
เอกชน 505 42.6
รวม 1,185 100.0

 

–ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์–

FacebookTwitterMessengerDiggHotmailGoogle GmailShare
Posted in บทความน่าอ่าน | Leave a comment

จงระวังความคิดเรา…

“ทุกคนจงระวังความคิดให้จงหนัก เพราะความคิดนั่นเองจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรม

ของเราชั่วชีวิต นั่นคือเราเป็นในสิ่งที่คิดว่าเราเป็น…

เธอจงระวังความคิดของเธอ เพราะความคิดของเธอ

จะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

เธอจงระวังความประพฤติของเธอ เพราะความประพฤติของเธอ

จะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

เธอจงระวังความเคยชินของเธอ เพราะความเคยชินของเธอ

จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

เธอจงระวังอุปนิสัยของเธอ เพราะอุปนิสัยของเธอ

จะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต”

 

ของหลวงพ่อชา สุภัทโท

FacebookTwitterMessengerDiggHotmailGoogle GmailShare
Posted in บทความน่าอ่าน | Leave a comment